จุดจบของดวงดาว

3 Comments

ก่อนอื่น อยากให้กลับไปอ่านเรื่องที่ผมเคยเขียนไว้ เกี่ยวกับดาวฤกษ์ก่อนนะครับ

ก็พอจะสรุปได้คร่าวๆว่า ดาวฤกษ์ทุกดวง มีมวลเริ่มต้น เป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตของมันเอง (คงไม่ต้องอธิบายนะครับว่ามวลคืออะไร) เมื่อมีมวล ก็ต้องมีแรงโน้มถ่วง ที่จะดึงทุกอย่างเข้าจุดศูนย์กลาง แต่สิ่งที่ทำให้ดาวคงรูปอยู่ ดูเป็นก้อนๆอยู่ได้ ก็แสดงว่าต้องมีแรงอีกอย่าง ที่มาต้านแรงโน้มถ่วงที่กดลงไป ซึ่งแรงที่ว่านี้ก็คือ แรงที่เกิดจากปฏิกริยานิวเคลียร์จากใจกลางดวงดาว พอมันร้อนๆ มันก็ดันๆกันออกมาข้างนอก เหมือนน้ำเดือดนั่นแหละครับ แรงทั้งสองนี้ เป็นตัวรักษาสมดุลให้ดวงดาวคงรูปอยู่ได้

แต่เจ้าปฏิกริยานิวเคลียร์ฟิวชันทีเกิดขึ้นตรงกลางดวงดาวนั้น มันคือการหลอมละลายมวลส่วนหนึ่ง ให้กลายเป็นพลังงานนั่นเอง (ตามกฏ E=mc^2) ยิ่งผ่านไปนานๆ มวลของดาว ซึ่งเปรียบเสมือนกับเชื้อเพลิง ก็ยิ่งเหลือน้อยลงเรื่อง .. แล้วจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อเชื้อเพลิงนั้นหมดไป

betelgeuse hst จุดจบของดวงดาว
ดาวบีเทลจุส ในกลุ่มดาวนายพราน เป็นดาวดวงหนึ่งที่เชื้อเพลิงกำลังจะหมดลงไป
(ภาพจาก apod.nasa.gov)

ก็แน่นอนครับ ดาวดวงนั้นก็ต้องพบกับจุดจบไงล่ะ แต่จะจบแบบไหน จบอย่างไร นั่นคือสิ่งที่เราจะมาดูกันในวันนี้ครับ

Read More

กลุ่มดาวแมงป่อง

1 Comment

วันนี้มารู้จักกลุ่มดาวที่มีชื่อเสียงอีกกลุ่มดาวหนึ่งกันดีกว่าครับ นั่นคือ กลุ่มดาวแมงป่อง (Scorpius) นั่นเอง  กลุ่มดาวแมงป่องเป็นหนึ่งในกลุ่มดาวจักรราศรี  ประจำเดือนพฤศจิกายน  เป็นกลุ่มดาวทางซีกฟ้าใต้ครับ  ไปดูรูปกันก่อนดีกว่า

scorpius thumb กลุ่มดาวแมงป่อง scorpius2 thumb กลุ่มดาวแมงป่อง
กลุ่มดาวแมงป่อง จากโปรแกรม Stellarium

โดยกลุ่มดาวแมงป่องนี้  ประกอบด้วยดาวฤกษ์อย่างน้อย 15 ดวง  เรียงกันเป็นรูป… จะว่าไงดี รูปแมงป่องนั่นแหละ หรือเหมือนตะขอเบ็ดก็ได้อ่ะ  มีดาวสว่างที่สุดคือดาวปาริชาต หรือ Antares สังเกตเห็นง่ายเพราะมีสีแดงส้ม คล้ายๆดาวอังคาร  มีอันดับความสว่างปรากฏประมาณ 1 นิดๆ (อยู่ในอันดับ 15 ของดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดในท้องฟ้า , ไม่นับดวงอาทิตย์)  ส่วนดาวที่เหลือก็มีความสว่างปรากฏประมาณ 2 – 3 สังเกตไม่ยากครับ  นอกจากนี้ กลุ่มดาวแมงป่องยังอยู่บริเวณใจกลางทางช้างเผือกอีกด้วย แถวนั้นเป็นแหล่งรวมดาราชั้นนำล่ะมั้ง

ดาวแมงป่องจะปรากฏบนท้องฟ้าตั้งแต่ประมาณเดือนกุมภาพันธ์  ไปจนถึงเดือนกันยายน  โดยเริ่มขึ้นจากทางทิศตะวันออกเฉียงใต้  โดยเอาหัวขึ้นก่อน  จากนั้นเมื่ออยู่กลางท้องฟ้า จะอยู่ตรงกับทิศใต้  โดยลำตัวขนานกับขอบฟ้า ไปจนตกขอบฟ้าครับ  ใช้บอกทิศใต้ได้ดีทีเดียว

 Scorpius กลุ่มดาวแมงป่อง
ภาพสวยๆจาก Kagaya Gallery

อ้อ แมงป่องเป็นอริของนายพรานนะครับ ถ้าเห็นแมงป่อง ก็ไม่เห็นนายพราน

ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการดูดาวนะครับ

สีของดาวฤกษ์

No Comments

ดวงดาวทุกดวงบนท้องฟ้าทุกดวงนั้นมีความแตกต่างกัน เคยสังเกตกันไหมครับ  ความแตกต่างอย่างหนึ่งที่สังเกตเห็นได้ง่าย นอกจะความสว่างของดวงดาว ก็คงจะเป็น สีของดวงดาวแต่ละดวงนั่นเอง ทำไมดาวบางดวงมีสีขาว บางดวงกลับสีออกน้ำเงินนิดๆ  สีของดวงดาวเหล่านี้ เป็นตัวบอกถึง “อุณหภูมิผิว” ของดาวดวงนั้นไงล่ะ  นอกจากนี้ นักดาราศาสตร์ยังได้จำแนกประเภทของสีเหล่านี้ เรียกว่า Spectral Classification หรือจำแนกตามสเปกตรัมของแสง โดยใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษเป็นตัวบอก … เอาล่ะ จะวิชาการมากไปแล้ว กลับมาๆ

จริงๆแล้วสีแดงดูแล้วน่าจะร้อนที่สุดใช่มั้ยล่ะครับ แต่ความจริงต่างกันโดยสิ้นเชิง  โดยที่ดาวฤกษ์สีน้ำเงินจะมีอุณหภูมิผิวสูงที่สุด รองลงมาก็เป็นสีขาว เหลือง และสีแดง จะมีอุณหภูมิผิวต่ำกว่าเพื่อน เรียงตามสีรุ้งได้เลยนะครับ – ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง ส้ม แดง - นอกจากนี้ ยังแบ่งย่อยซอยสีไปได้อีกนะครับ เช่น น้ำเงิน-ขาว ขาว-เหลือง เหลือง-ขาว เยอะแยกมากมาย  ส่วนดวงอาทิตย์ของเรา เป็นดาวฤกษ์สีเหลือง ก็ไม่ร้อนมาก จริงมั้ยล่ะ (ซะเมื่อไหร่ T-T โลกร้อนๆๆๆ)

แต่เอ…  เคยเห็นดาวสีเขียวกันไหมครับ ไม่เคยก็ไม่แปลกล่ะครับ  เพราะเราไม่เห็นเป็นสีเขียวนั่นเอง  ถ้าสังเกตท้องฟ้าดีๆ เราจะพบดาวทุกสี ยกเว้นสีเขียวครับ  เพราะว่า  การที่ดาวมีสีนั้น เกิดจากการแผ่รังสีถึงระดับความยาวคลื่นเข้มที่สุด อยู่ในช่วงสีใดช่วงสีหนึ่ง ดวงดาวจึงมีสีอยู่ในช่วงคลื่นสีนั้น  แต่เมื่อถึงระดับพลังงานของสีเขียว แสงสีทุกสีก็จะเปล่งออกมารวมกันมาก กลายเป็นสีขาวไปซะงั้น ไม่เหลือให้เห็นว่ามีสีเขียวอยู่เลย อืม… อ่านแล้วเข้าใจได้ยากดี  สรุปง่ายๆได้ว่า  ดาวไม่มีสีเขียว เพราะมีสีอื่นเปล่งออกมาพร้อมๆกันด้วย ทั้งหมดจึงรวมกันให้เห็นเป็นสีขาวๆไงล่ะครับ

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

กลุ่มดาวนายพราน

3 Comments

กลุ่มดาวนายพรานเป็นกลุ่มดาวที่มีชื่อเสียงโด่งดังสะท้านเอกภพ อีกกลุ่มดาวหนึ่งในฤดูหนาวครับ (ว่าไปนั่น) สำหรับคนไทยเรียกกลุ่มดาวนายพรานว่า ดาวเต่า ข้างในดาวเต่ามี ดาวไถ อีกที ผมก็คิดว่าเหมือนเต่าอยู่เหมือนกัน ส่วนคนญี่ปุ่นเขาเรียกว่า ดาวกลองสองหน้า ครับ เอาล่ะ เดี๋ยวจะนอกเรื่องเสียเวลา มารู้จักกลุ่มดาวนายพรานกันให้มากกว่านี้ดีกว่า

กลุ่มดาวนายพราน หรือ Orion ประกอบด้วยดาวฤกษ์ (ที่มีความสว่างปรากฏน้อยกว่า 3) จำนวนทั้งหมด 8 ดวงครับ ในจำนวนนี้มี 2 ดวงที่เป็นดาวฤกษ์สว่างมาก ก็คือดาว บีเทลจุส (Betelgeuse) ตรงไล่ขวา เป็นดาวยักษ์แดง สีออกแดงๆส้มๆ อยู่ห่างออกไปประมาณ 420 ปีแสง  ส่วนอีกดวงก็คือดาว ไรเจล (Rigel) ตรงเข่าซ้าย(หรือเท้าซ้าย) อยู่ห่างออกไปประมาณ 770 ปีแสงครับ

DSC02512
(คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดเต็มได้ครับ)

กลุ่มดาวนายพรานถือว่าเป็นกลุ่มดาวที่มีความโดดเด่นมากที่สุด ในกลุ่มดาวฤดูหนาว เพราะสามารถมองเห็นได้ยาวนาน และสังเกตหาง่าย  โดยเฉพาะช่วงนี้สามารถสังเกตเห็นได้ตลอดทั้งคืนเลยล่ะครับ  โดยจะเริ่มโผล่ขึ้นจากขอบฟ้าตั้งแต่เวลาประมาณหนึ่งทุ่ม ทางทิศตะวันออกครับ  โดยจะขึ้นแบบตะแคงข้าง  ส่วนเวลาตกก็ประมาณตีห้า ทางทิศตะวันตก ค่อนไปทางใต้เล็กน้อย

DSC02509
(คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดเต็มได้ครับ)

นอกจากนี้ ในกลุ่มดาวนายพรานยังมีเนบิวลาที่สวยงามอยู่ครับ คือ เนบิวลาสว่างใหญ่ (Great Orion Nebula, M42) อยู่บริเวณใต้เข็มขัดของนายพราน  ตอนมัธยมผมเคยได้มีโอกาศดูเนบิวลานี้ผ่านกล้องดูดาวอยู่ครั้งนึงครับ สวยและสว่างใหญ่สมชื่อมากจริงๆ ผมยังจำภาพได้จนถึงทุกวันนี้เลยล่ะ

สองรูปแรกผมถ่ายเอง ก็คงชัดได้แค่นั้นแหละครับ แต่ความสุขอีกอย่างหนึ่งของการดูดาว คือการได้เก็บบันทึกภาพไว้นี่แหละครับ  ผมฝันไว้ว่าวันหนึ่งจะซื้อกล้องดูดาว และกล้องสำหรับถ่ายภาพดวงดาวให้กับตัวเอง วันนี้ก็ดูไปก่อนละกัน ขอให้มีความสุขกับการดูดาวนะครับ

อายุของดาวฤกษ์

1 Comment

คนเราทุกคนเกิดมา ทุกคนรู้ว่าสักวันหนึ่ง เราก็ต้องจากโลกนี้ไป  ไม่สามารถมีชีวิตเป็นอมตะได้ แต่ไม่มีใครทราบหรอกครับว่า ตัวเองจะมีอายุยืนยาวซักกี่สิบปี หรือร้อยปี (แต่คงไม่ถึงพันปีแน่ๆ)  สำหรับดาวฤกษ์ทุกดวงแล้ว มีเกิดก็ต้องมีดับเหมือนกัน  แต่สิ่งที่ต่างออกไปจากคนเราก็คือ ดาวฤกษ์ทุกดวงถูกกำหนดไว้แล้วว่า ตัวเองจะพบกับจุดจบเมื่อไหร่ สำหรับสิ่งที่เป็นตัวลิขิตชะตาชีวิตของมัน ไม่ใช่พระเจ้าครับ แต่เป็น “มวล” ของมันนั่นเอง

ดาวฤกษ์มวลน้อย จะมีอายุยืนยาวกว่าดาวฤกษ์มวลมากครับ เพราะว่าดาวมวลน้อยมีอัตราการผลิตพลังงาน (ก็คือสลายมวลเป็นพลังงานนั่นเอง) น้อยกว่าดาวฤกษ์มวลมาก ทุกอย่างจะดำเนินแบบค่อยเป็นค่อยไป  แต่สำหรับดาวฤกษ์มวลมากแล้ว ทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ถึงแม้มีมวลมาก อัตราการเผาผลาญก็มากเช่นกัน ชีวิตของมันจึงไม่ค่อยยืนยาวนัก

 

มวลของดาวฤกษ์ (เท่าของดวงอาทิตย์) อายุโดยประมาณ (ล้านปี)
0.1 3,200,000
0.5 56,000
1 10,000
2 1,800
5 180
10 32
30 2
50 0.6
100 0.1

 

ถ้าอยากจะคำนวณดูเล่นๆ มีเว็บให้คำนวณอยู่ครับ คลิกที่นี่

จากตาราง ทำให้ทราบได้ว่า ดวงอาทิตย์ของเราจะมีอายุประมาณ 10,000 ล้านปี ซึ่งตอนนี้ก็ส่องแสงมานานประมาณ 5,000 ล้านปีแล้ว เรียกได้ว่า ดวงอาทิตย์ของเรากำลังอยู่ในวัยกลางคน เดินทางมาได้ครึ่งชีวิตแล้วล่ะครับ

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับดวงอาทิตย์ของเรา

13 Comments

  1. เรามีความรู้เกี่ยวกับดวงอาทิตย์ของเราน้อยมาก เมื่อเทียบกับสิ่งที่เราเห็นอยู่ทุกวัน เพราะแค่จะมอง ยังมองไม่ไหวแล้ว
  2. มวลกว่า 60% ของดวงอาทิตย์ กระจุกอยู่ตรงบริเวณแกนแกลางที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4 แสนกิโลเมตรเท่านั้น หมายถึง ความหนาแน่นบริเวณใจกลางกับบริเวณพื้นผิวของดวงอาทิตย์ ไม่เท่ากัน
  3. แกนของดวงอาทิตย์มีความหนาแน่น 160 กรัม/ลูกบาศเซนติเมตร มากกว่าทองคำขาว (ซึ่งเป็นธาตุที่มีความหนาแน่นมากที่สุดในโลก) อยู่เกือบๆ 8 เท่า!
  4. อยากรู้มั้ยว่าดวงอาทิตย์ผลิดพลังงานวินาทีละเท่าไหร่? คำตอบคำ วินาทีละประมาณ สามร้อยหกสิบ ล้านล้านล้านล้าน จูล เขียนเป็นเลขก็ได้ 3.6 x 10^26 Joules แค่อ่านก็เหนื่อยแล้ว – -* พลังงานขนาดนี้ ถ้าเป็นพลังงานไฟฟ้าก็สามารถใช้ได้ถึง 97 ล้านปีในประเทศไทย
  5. จุดบนดวงอาทิตย์ หมายถึง จุดที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าบริเวณรอบๆ ส่วนมากมีสีน้ำตาล แต่คนส่วนมากมองเห็นเป็นสีดำ เลยบอกว่าเป็น “จุดดับ” บนดวงอาทิตย์  ซึ่งจริงๆแล้วมันไม่ดับหรอก
  6. พลังงานความร้อนที่เกิดจากนิวเคลียร์ฟิวชั่น จากใจกลางดวงอาทิตย์ ต้องใช้เวลาเป็นแสนๆปี กว่าจะขึ้นมาถึงผิวดวงอาทิตย์ได้ แต่กลับใช้เวลาเพียง 8 นาที 20 วินาที ในการเดินทางมาถึงโลก
  7. ชั้นโคโรนา ซึ่งเป็นบรรยากาศชั้นนอกสุดของดวงอาทิตย์ มีอุณหภูมิประมาณ 2 ล้านเคลวิน ขณะที่ผิวของดวงอาทิตย์ มีอุณหภูมิเพียง 5 พันเคลวินเท่านั้น
  8. บริเวณขั้ว กับเส้นศูนย์สูตรบนดวงอาทิตย์ ใช้เวลาหมุนรอบตัวเองไม่เท่ากัน กล่าวคือ ถ้าให้เวลาเท่ากัน เส้นศูนย์สูตรจะหมุนไปได้ 3 รอบ ขณะที่ขั้วยังหมุนไปได้แค่ 2 รอบเอง
  9. ห้ามมองดวงอาทิตย์โดยตรง โดยไม่มีเครื่องกรองแสงนะครับ เพราะอาจทำให้ตาบอดได้ ด้วยความปรารถนาดี จากมังกี้อามโน : P
  10. เพิ่มเติม ความเร็วหลุดพ้น (หมายถึง สมมุติว่า ถ้าเราอยากปั่นจักรยานออกไปนอกโลก ต้องปั่นด้วยความเร็วอย่างน้อย 11.2 กิโลเมตร/วินาที ถึงจะหลุดออกจากโลกไปได้) ของดวงอาทิตย์ก็มีเหมือนกัน แต่มันคือประมาณ 618 กิโลเมตร/วินาที!!
  11. มวลของดวงอาทิตย์ดวงเดียว มีค่าเท่ากับมวลของวัตถุอื่นๆในระบบสุริยะรวมกัน ถึงประมาณ 750 เท่า!!!

มหัศจรรย์ดาวฤกษ์

2 Comments

คราวก่อนได้บอกความหมายของดาวฤกษ์ไปแล้ว ตกไปนิดหนึ่งก็คือ เวลาเราสังเกตดวงดาวบนท้องฟ้าตอนกลางคืน ดาวฤกษ์คือดาวที่กระพริบแสง ส่วนดาวเคราะห์คือดาวที่ไม่กระพริบแสง ดูง่ายๆแบบนี้ละกัน (แอ๋ม said: เค้ารู้กันทั้งเมืองแล้ว!!) จริงๆแล้วถ้าคืนไหนมีความชื้นในชั้นบรรยากาศมากๆ ดาวเคราะห์ก็อาจกระพริบแสงได้เหมือนกันครับ เพราะการกระพริบแสงมันเกี่ยวกับการหักเหของแสงในชั้นบรรยากาศโลก อืม… ดูเหมือนเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าเขียนอีกเรื่องเหมือนกัน… แต่ยังไม่ใช่วันนี้หรอก

ดาวฤกษ์เป็นสิ่งหนึ่งในจักรวาลที่ผมทึ่งครับ มันเกิืดจากเนบิวลา หรือ Nebula (เป็นภาษาละติน แปลว่า เมฆ) ซึ่งหมายถึงกลุ่มแก๊สที่อยู่ในอวกาศ แบบนี้เป็นต้น (สวยดีๆ ^^)

 มหัศจรรย์ดาวฤกษ์

พอในเนบิวลาเกิดความมีบริเวณหนึ่งที่แ๊ก๊สหนาแน่นกว่าบริเวณอื่น ถึงแม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม บริเวณนั้นก็เกิดแรงโน้มถ่วง ดึงแก๊สบริเวณอื่นเข้ามาร่วมวงสนทนากันด้วย พอวงสนทนาเริ่มใหญ่ขึ้น ตรงกลางมันก็พองออกๆ พลังงานศักย์โน้มถ่วงที่เกิดจากแต่ละโมเลกุลของแก๊สก็มากขึ้นๆ จนเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน ฟังดูเหมือนง่าย แต่จริงๆแล้วใช้เวลานับสิบล้านปีเลยล่ะครับจนกระทั่งพองออกๆ ตรงกลางก็เป็นแกนใหญ่ขึ้นมา และพลังงานความร้อนที่มีก็มากพอ จนทำให้เกิดการเรืองแสง และ้เนบิวลารอบๆก็ได้รับอานุภาพความขาวไปด้วย ไอ้ตรงแกนกลางน่ะ เขาเรียกว่า โปรโตสตาร์ (Protostar)

 มหัศจรรย์ดาวฤกษ์

จากการที่น้องโปรโตสตาร์ของเรามีมวลมากขึ้น มีมวลก็มีแรงโน้มถ่วง จึงเกิดการยุบตัวลงเรื่อยๆ (เอ๊ะ ยุบตัวขึ้น หรือยุบตัวลง??) น้องโปรโตสตาร์เห็นท่าไม่ดี ถ้ายุบต่อไปเรื่อยๆมีหวังไม่ได้เกิดแน่ๆ จึงลองหมุนตัวเองเหมือนนักเล่นสเก็ตน้ำแข็ง (ตามกฎอนุรักษ์โมเมนตัมเชิงมุม) โอ้ ได้ผลแฮะ น้องโปรโตสตาร์ของเรา สามารถต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงอันมหาศาลนั้นได้ แต่เจ้าแรงโน้มถ่วงไม่ยอมแพ้ เรียกเพื่อนมาเรื่อยๆ ทำให้น้องโปรโตสตาร์ของเรายังคงยุบตัวต่อไป หารู้ไม่ว่า น้องโปรโตสตาร์ของเรากำลังแอบยิ้มในใจ…

เพราะว่าเมื่อโปรโตสตาร์ของเรายุบตัวลง จนกระทั่งแกนกลางมีอุณหภูมิถึง 10 ล้านเคลวินเมื่อไหร่ น้องโปรโตสตาร์จากที่ยิ้มๆในใจ จะปล่อยก๊ากอย่างรุนแรงและน่ากลัว! ใช่แล้ว 10 ล้านเคลวินนั้นทำให้แกนกลางเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่น ที่หลอมเอามวลกลายเป็นพลังงานอันมหาศาล (E=mc^2) ปัญหาการยุบตัวลงเรื่อยๆก็จะหมดไป เพราะมีพลังงานจากนิวเคลียร์ฟิวชั่นขยายออกจากแกนกลาง เกิดเป็นความสมดุล พร้อมกับปลดปล่อยพลังแสงอันเจิดจ้า และแล้ว น้องโปรโตสตาร์องเราก็ไม่ต้องทนถูกย่ำยีจากเจ้าแรงโน้มถ่วงอีกต่อไป แจ้งเกิดเป็นดาวฤกษ์อย่างเต็มตัวซะที เย้!.

4 copy4 มหัศจรรย์ดาวฤกษ์

ขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เน็ตครับ

ดาวฤกษ์ – ดาวเคราะห์

3 Comments

สำหรับดวงดาวที่เรามองเห็นในเวลากลางคืนนั้น เกือบทั้งหมดเป็นดาวฤกษ์ครับ ตามที่เรียนกันมาตั้งแต่เด็กๆ ถ้ามีคนถามว่า ดาวฤกษ์ หมายถึงอะไร เราก็คงตอบเหมือนๆกันทุกคนว่า ดาวฤกษ์ หมายถึง ดาวเคราะห์ที่มีแสงสว่างในตัวเอง ใช่มั้ยล่ะ ในหนังสือมันเขียนไว้แบบนี้นี่นา เอาล่ะ ถือว่าเป็นคำตอบที่ถูกละกัน แต่คงไม่ใช่ประเด็นสำคัญเพียงประเด็นเดียวที่จะตัดสิน ว่าดาวดวงไหนเป็นดาวฤกษ์ หรือดาวเคราะห์ สำหรับผม ดาวฤกษ์หมายถึงดาวที่สามารถผลิตพลังงานได้เอง มีลักษณะเป็นก้อนแก้สมวลมหาศาล การที่มันผลิตพลังงานได้เอง ทำให้เกิดแสงส่องสว่างขึ้นได้ ดาวฤกษ์ที่เราเห็นกันทุกวันก็ได้คือดวงอาทิตย์ของเรานั่นเอง

ส่วนดาวเคราะห์นั้น สหพันธ์ดาราศาสตร์สากล ได้ให้คำนิยามของดาวเคราะห์ไว้ดังนี้ครับ (24 สิงหาคม 2549)

  1. ไม่ใช่ดาวฤกษ์
  2. ไม่ใช่ดวงจันทร์บริวาร
  3. มีแรงดึงดูดมากพอที่จะทำให้โครงสร้างของดาวเป็นทรงกลม
  4. เป็นดาวที่โคจรรอบดาวฤกษ์
  5. มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางอย่างน้อย 500 ไมล์

ซึ่งตอนนี้ ดาวพลูโตที่เคยเป็นดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ก็ไม่ได้เป็นดาวเคราะห์อีกแล้ว แต่กลายเป็น “ดาวเคราะห์แคระ” ไปซะงั้น น่าสงสารจัง

เอาล่ะ ดูเหมือนจะเป็นวิชาการมากไปแล้ว เรามาดูเรื่องน่ารู้ของดาวฤกษ์และดาวเคราะห์กันบ้างดีกว่า

  1. ดาวฤกษ์เป็นก้อนแก๊สขนาดยักษ์ มวลทั้งหมดของมันอยู่ในสถานะแก๊สที่หนาแน่นยิ่งยวด หรือพลาสมา (แก๊สมีประจุ) แต่ยังไงก็ตาม แก๊สก็ยังเป็นแก๊ส หมายความว่า ถ้าเราไปถึงดาวฤกษ์ได้ เราสามารถเดินผ่านมันไปได้โดยไม่ชนกับอะไรเลย เพราะมันเป็นแก๊สนั่นเอง แต่ใครจะทนร้อนไหวล่ะ!
  2. นักดาราศาสตร์ประมาณการไว้ว่า จักรวาลของเรามีดาวฤกษ์อยู่ 70,000,000,000,000,000,000,000 ดวง!!!
  3. ดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้โลกของเรามากที่สุด คือดาว พร็อกซิมาเซ็นทอรี่ ซึ่ออยู่ห่างออกไปประมาณ 4.2 ปีแสง ส่วนที่สว่างที่สุด(ไม่นับดวงอาทิตย์) คือ ดาวซิริอุส ที่คนไทยเรียกว่า ดาวโจร นั่นแหละ
  4. ดาวฤกษ์ทั้งหมด มีมวลอยู่ระหว่าง 0.08 – 100 เท่าของดวงอาทิตย์เท่านั้น ไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้ มีเหตุผลนะ ไว้วันหลังจะมาบอก

เอาไว้แค่นี้ก่อนละกัน เดี๋ยวจะยาวเกินไป ไม่อยากอ่านกันพอดี
ขอบคุณแหล่งข้อมูล – Wikipedia.org, หนังสือ “เอกภพ เพื่อความเข้าใจในธรรมชาติของจักรวาล”

Related Posts with Thumbnails