Mar 20
ArmNoดูดาว, เรื่องน่ารู้ Equinox, Vernal Equinox, กลางคืน, กลางวัน, วสันตวิษุวัต, วิษุวัต
วันนี้ตรงกับวัน Vernal Equinox ที่เวลากลางคืนและกลางวัน ยาวเท่ากัน .. โดยปกติแล้วเวลากลางคืนและกลางวันของโลกเรายาวไม่เท่ากันนะครับ เนื่องแกนโลกที่เอียง 23.5 องศากับระนาบการหมุนรอบดวงอาทิตย์ สังเกตได้จากช่วงฤดูร้อน เวลากลางวันมักจะยาวนานกว่ากลางคืน กว่าท้องฟ้าบ้านเราจะมืดก็ปาเข้าไปเกือบสองทุ่มแล้ว ในขณะที่เมื่อถึงฤดูหนาว กลางวันจะสั้นกว่าปกติ ประมาณหกโมงครึ่งก็เริ่มมืดแล้วล่ะ
แต่ทั้งปีจะมีเพียง 2 วันเท่านั้นที่กลางวันยาวเท่ากับกลางคืน เนื่องจากโลกโคจรมาอยู่ในตำแหน่งที่เส้นศูนย์สูตรตรงกับดวงอาทิตย์พอดี เรียกวันนี้ว่าวัน Equinox ครับ คือ Vernal Equinox กับ Autumnal Equinox ซึ่งตรงกับวันที่ 22 กันยายนครับผม .. แวะมากบอกสั้นๆแค่นี้แหละ
ปล. “วิษุวัต”, “วสันตวิษุวัต” และ “ศารทวิษุวัต” คือชื่อภาษาไทยของ Equinox, Vernal Equinox และ Autumnal Equinox ตามลำดับครับ .. ไทยจ๋าเลยมั้ยล่ะ
ปล.สอง ข้อมูลเพิ่มเติมจากวิกิพีเดีย มีทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ
ปล.สาม ไม่ได้อัพเรื่องดาราศาสตร์มาก็นาแล้วนะเนี่ยยย
Sep 23
ArmNoเรื่องน่ารู้ LHC, หลุมดำ, เครื่องเร่งอนุภาค, โปรตอน
ประมาณสองอาทิตย์ก่อน ข่าวที่ดังข่าวหนึ่ง (ไม่แพ้ข่าวรัฐบาล – พันธมิตร) ก็คือข่าววิทยาศาสตร์เรื่องเครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่ที่มีชื่อว่า LHC (Large Hadron Collider) ที่หลายๆคนกลัวว่า มันจะทำให้เกิดหลุมดำและกลืนกินโลกทั้งใบให้หายไปในพริบตา! โอ้… ขนาดนั้นเชียวหรือ? ด้วยความที่อยากรู้ จึงไปหาข้อมูลในเน็ตดู แล้วก็ประจวบเหมาะพอดีที่มีรุ่นพี่พรีเซ้นต์งานเรื่องนี้ด้วย เลยได้ความรู้เพิ่มอีกหน่อย

(ภาพเครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่ LHC จาก physicsworld.com)
แรกเริ่มเดิมทีนั้น ทฤษฎีการกำเนิดจักรวาล Big Bang นั้นได้รับการยอมรับจากบรรดานักวิทยาศาสตร์ว่า เป็นทฤษฎีที่น่าเชื่อถือมากที่สุด แต่ก็เป็นธรรมดาของมนุษย์เราครับ ความสงสัยไม่มีที่สิ้นสุด คำถามมากมายยังคงดังวิ้งๆอยู่ในหัวนักวิทยาศาสตร์เหล่านั้น โดยเฉพาะคำถามที่ว่า “เราเกิดขึ้นมาได้อย่างไร” คำถามนี้ก็เป็นปัญหาโลกแตกของวงการวิทยาศาสตร์ แหงสิครับ มีใครเคยไปนั่งดูการเกิด Big Bang มั้ย? แล้วอยู่ดีๆก็จดหมายจากทางบ้านไปถึงบรรดานักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นว่า “ถ้าไม่เคยดู แกก็ทำขึ้นมาดูเองสิ” (สืบทราบภายหลังว่าจดหมายนั้นถูกส่งไปโดยป้าแม้น ที่ขายกล้วยทอดอยู่แถวเชียงใหม่นี่เอง) จากนั้นก็มีนักวิทยาศาสตร์หัวใสจากประเทศโลกที่สาม เสนอว่า ถ้าเราทำให้อนุภาคโปรตอนมาชนกันได้ จะเกิดอะไรขึ้น? ตอนนี้อาจมีคนงงว่า “โปรตอน” มันคือะไร จริงๆแล้วโปรตอนเป็นญาติห่างๆของโปรตีนน่ะครับ.. เย้ยยย โปรตอนเป็นอนุภาคชนิดหนึ่งอยู่ในอะตอม ซึ่งอะตอมก็คือหน่วยที่เล็กที่สุดของสสารในโลกไงล่ะครับ ถ้ายังนึกไม่ออกอีก ป้าแม้นแนะนำให้กลับไปเรียนเคมีม.ปลายใหม่อีกที
โปรตอนนั้นมีประจุบวก เรื่องนี้แม้แต่เด็กอนุบาลก็ยังทราบกันดีครับ (หา!!) ประจุบวกด้วยกันไม่ชอบกันเท่าไหร่ โปรตอนก็เหมือนกันครับ ถ้าอยู่ใกล้กันจะเกิดแรงผลักกันอย่างรุนแรง อาจถึงขั้นตบกันได้ครับ ถ้าเป็นโปรตอนเพศที่สาม! เอาเข้าไป … การจะทำให้โปรตอนมาชนกันนั้น จึงเป็นเรื่องยาก ถึงยากที่สุด ป้าศรีซึ่งขายบะหมี่เกี๊ยวอยู่ใกล้ๆป้าแม้น จึงส่งอีเมลไปบอกว่า “แกก็ทำให้มันวิ่งเร็วๆสิ มันจะได้มาชนกันได้ เหมือนจะให้กระเทยสองคนมาจูบกันน่ะ แกบอกเฉยๆมันไม่จูบกันหรอก แกต้องถีบมัน ให้ปากมันมาชนกัน มันถึงจะจูบกันได้” โอ้ว ป้าศรีของเราก็ซาดิสม์นิดๆเหมือนกันนะ
ด้วยเหตุนี้ เครื่อง LHC จึงเกิดขึ้นมา มีหน้าที่เพื่อเร่งความเร็วของโปรตอน ให้มาชนกันได้ไงล่ะครับ… ชนแล้วไงต่อล่ะ? กำลังจะถามแบบนี้ใช่ไหมล่ะ เมื่อโปรตอนชนกันก็จะเกิดอนุภาคใหม่เรียกว่า Higgs Boson ซึ่งผมจะเรียกว่า ฮิปโปสั้น นะครับ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ไอ้เจ้าฮิปโปสั้นนี่แหละ จะทำให้เรารู้ว่า มวลเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ทำไมวัตถุทุกชนืดถึงต้องมีมวล และก็อาจจะตอบคำถามที่ว่า “เราเกิดขึ้นมาได้อย่างไร” ได้ซักที
แต่ก็มีหลายฝ่ายออกมาคัดค้าน บอกว่าการชนของโปรตอน จะทำให้เกิดหลุมดำ และดูดเอาโลกของเราให้หายเข้าไปในหลุมดำ โลกของเราก็จะหายไปตลอดกาล ฟังดูน่ากลัวนะครับ แต่มันจะจริงรึเปล่า นี่ก็อีกเรื่องนึง ซึ่งบรรดาผู้สร้าง LHC ทั้งหลายก็ได้ออกมาปฏิเสธ ว่าโอกาสที่จะเกิดหลุมดำน่ะน้อยมาก ถึงเกิดก็ขนาดเล็กจิ๋ว ทำอะไรไม่ได้หรอกน่า
เครื่อง LHC เริ่มเดินเครื่องตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน ที่ผ่านมา จะทำให้เกิดหลุมดำหรือไม อันนี้ผมก็ไม่รู้นะครับ แต่ที่รู้แน่ๆคือ ระบบระบายความร้อนของมันทำงานผิดพลาด ตอนนี้เครื่อง LHC เลยเดี้ยงไปพักใหญ่
สงสัยต้องถึงมือป้าแม้นกับป้าศรีอีกแล้วมั้งเนี่ย หุหุ
ปล. อ่านเอาขำๆนะครับ
Jan 27
ArmNoเรื่องน่ารู้ ความรู้ทั่วไป
อุอุ ไม่ได้อัพบล็อกซะนานเลย ไม่รู้เป็นเทรนด์ของบล็อกเกอร์ช่วงนี้รึเปล่า ที่นิยมดองบล็อก แต่ผมไม่ได้ตั้งใจดองนะครับ บล็อกมันดองตัวเอง (อ้าว เป็นงั้นไป) แต่ยังไงก็จะพยายามมาอัพเดทบ่อยๆครับ
พอดีไปเจอเว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง ที่นักดาราศาสตร์สมัครเล่นจากหลายๆที่มาชุมนุมแลกเปลี่ยนความรู้ครับ สะดุดกับกระทู้หนึ่งที่เล่นถาม-ตอบปัญหาดาราศาสตร์กันแบบ Ultimate เลย ชื่อกระทู้เค้าบอกว่างั้น (อ่านไปๆก็นึกถึงตัวเองตอนไปแข่งตอบปัญหาดาราศาสตร์สมัยมัธยม ท่องหนังสือดาราศาสตร์อย่างเดียวเลย) วันนี้เอามาฝาก Geek ทั้งหลายลองทำกันดูนะครับ
- มีดาวฤกษ์กี่ดวงที่อันดับความสว่างปรากฏน้อยกว่า 0 (ไม่นับดวงอาทิตย์) (4 ดวง)
- ดาวหางที่ชนดาวพฤหัสชื่อว่าอะไร ( ดาวหาง Levy-Shoemaker 9 )
- ชื่อภาษาญี่ปุ่นของกลุ่มดาวลูกไก่ (Plaiades) คืออะไร ( Subaru )
- The Lagoon Nebular อยู่ในกลุ่มดาวอะไร (กลุ่มดาวคนยิงธนู)
- มีวัตถุ messier กี่วัตถุในกลุ่มดาวแพะทะเล ( 1 วัตถุ คือ M30 )
- ชนิดสเปคตรัมของดวงอาทิตย์คือ? (G2)
- อุณหภูมิผิวของดวงอาทิตย์เป็นเท่าไหร่? (5800 C)
- SOHO ย่อมาจากอะไร (The Solar and Heliospheric Observatory)
- ยานวอยเอเจอร์2 ค้นพบดวงจันทร์ในระบบสุริยะทั้งหมดกี่ดวง (16)
- กล้องโทรทัศน์อวกาศฮับเบิล ขึ้นสู่อวกาศเมื่อปี ค.ศ. ? (1990)
มีคำตอบให้แล้วนะครับ
Dec 23
ArmNoเรื่องน่ารู้ ความสว่างปรากฏ, ความสว่างสัมบูรณ์
ดวงดาวแต่ละดวงที่เราเห็นบนท้องฟ้านั้น บางดวงเราก็เห็นว่าสว่างมาก บางดวงก็สว่างน้อย นักดาราศาสตร์เขามีวิธีวัดความสว่างของดาวแต่ละดวงอยู่สองชนิดครับ คือความสว่างปรากฏ (appearent magnitude) และความสว่างสัมบูรณ์ (absolute magnitude) หรือถ้าจะเรียกชื่อให้ไทยๆหน่อย ความสว่าง (magnitude) ก็คือคำว่า โชติมาตร นั่นเองครับ
เริ่มต้นจากนักดาราศาสตร์ชาวกรีกยุคดึกดำบรรพ์อย่างลุง ฮิพพาร์คัส (Hipparchus) ได้จัดฐานข้อมูลระบบแมกนิจูดขึ้นเป็นคนแรก โดยจัดอันดับความสว่างของดาวที่เขาเห็นเป็นแมกนิจูด โดยดาวที่สว่างที่สุด (ที่เขาเห็นนะ) ให้เป็นแมกนิจูดที่หนึ่ง รองลงมาเป็นแมกนิจูดที่สอง ไปเรื่อยๆ ถึงแม้เป็นระบบการวัดที่ไม่ละเอียดนัก แต่ก็ใช้อยู่นานถึงเกือบๆสองพันปี ต่อมานักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษ ที่มีชื่อตามบัตรประชาชนว่า นอร์แมน พอกสัน ก็ได้คิดสมการที่เอาไว้ใช้คำนวณค่าแมกนิจูดต่างๆออกมา ทำให้การวัดค่าความสว่างของดวงดาวมีความละเอียดมากขึ้น แต่ก็ยังคงแนวคิดเดิมไว้ คือ แมกนิจูดน้อย จะสว่างมากกว่าดาวที่มีแมกนิจูดมาก สำหรับสมการในการคำนวณก็ไม่ยากเท่าไหร่ ใช้ลอการิทึมนิดหน่อย ดังนั้นจึงมีดาวที่มีอันดับความสว่างเป็นเลขลบ แต่สมการนั้นจะไม่ปรากฏบนบล็อกนี้ครับ เพราะมันวิชาการเกินไป น่าปวดหัว – -*
ส่วนความสว่างสัมบูรณ์ หรือ absolute magnitude นั้นก็มีแนวคิดคล้ายๆกันครับ เพียงแต่ว่ากำหนดให้ดาวทุกดวงอยู่ห่างออกไป 10 พาร์เซกเท่ากัน (ประมาณ 32.6 ปีแสง) แล้วค่อยวัดความสว่างปรากฏอีกที จะได้รู้จริงๆว่าดาวดวงไหนมีพลังงานมากกว่ากันไงล่ะ
| โชติมาตรปรากฏ |
วัตถุท้องฟ้า |
| −26.73 |
ดวงอาทิตย์ |
| −12.6 |
ดวงจันทร์เต็มดวง |
| −4.4 |
ความสว่างสูงสุดของดาวศุกร์ |
| −2.8 |
ความสว่างสูงสุดของดาวอังคาร |
| -1.5 |
ดวงดาวที่สว่างที่สุดในย่านความยาวคลื่นที่ตามองเห็น: ดาวซีริอัส |
| 0 |
ค่าศูนย์ เดิมเคยนิยามให้ใช้ค่าความสว่างของดาวเวกา |
| 3.0 |
ความสว่างน้อยสุดที่มองเห็นได้ในเมือง |
| 3.9 |
ดาราจักรแอนโดรมีดา |
| 4.0 |
เนบิวลากลุ่มดาวนายพราน |
| 6.0 |
ความสว่างน้อยสุดที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า |
| 32.0 |
ความสว่างน้อยสุดที่มองเห็นได้ด้วยกล้องโทรทรรศน์ฮับเบิลในย่านความยาวคลื่นที่ตามองเห็น |
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สำหรับใครที่อยากลองคำนวณเอง คลิกที่นี่ครับ
ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการดูดาวนะครับ
Dec 18
ArmNoดาวฤกษ์, เรื่องน่ารู้ สีของดาวฤกษ์
ดวงดาวทุกดวงบนท้องฟ้าทุกดวงนั้นมีความแตกต่างกัน เคยสังเกตกันไหมครับ ความแตกต่างอย่างหนึ่งที่สังเกตเห็นได้ง่าย นอกจะความสว่างของดวงดาว ก็คงจะเป็น สีของดวงดาวแต่ละดวงนั่นเอง ทำไมดาวบางดวงมีสีขาว บางดวงกลับสีออกน้ำเงินนิดๆ สีของดวงดาวเหล่านี้ เป็นตัวบอกถึง “อุณหภูมิผิว” ของดาวดวงนั้นไงล่ะ นอกจากนี้ นักดาราศาสตร์ยังได้จำแนกประเภทของสีเหล่านี้ เรียกว่า Spectral Classification หรือจำแนกตามสเปกตรัมของแสง โดยใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษเป็นตัวบอก … เอาล่ะ จะวิชาการมากไปแล้ว กลับมาๆ
จริงๆแล้วสีแดงดูแล้วน่าจะร้อนที่สุดใช่มั้ยล่ะครับ แต่ความจริงต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยที่ดาวฤกษ์สีน้ำเงินจะมีอุณหภูมิผิวสูงที่สุด รองลงมาก็เป็นสีขาว เหลือง และสีแดง จะมีอุณหภูมิผิวต่ำกว่าเพื่อน เรียงตามสีรุ้งได้เลยนะครับ – ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง ส้ม แดง - นอกจากนี้ ยังแบ่งย่อยซอยสีไปได้อีกนะครับ เช่น น้ำเงิน-ขาว ขาว-เหลือง เหลือง-ขาว เยอะแยกมากมาย ส่วนดวงอาทิตย์ของเรา เป็นดาวฤกษ์สีเหลือง ก็ไม่ร้อนมาก จริงมั้ยล่ะ (ซะเมื่อไหร่ T-T โลกร้อนๆๆๆ)
แต่เอ… เคยเห็นดาวสีเขียวกันไหมครับ ไม่เคยก็ไม่แปลกล่ะครับ เพราะเราไม่เห็นเป็นสีเขียวนั่นเอง ถ้าสังเกตท้องฟ้าดีๆ เราจะพบดาวทุกสี ยกเว้นสีเขียวครับ เพราะว่า การที่ดาวมีสีนั้น เกิดจากการแผ่รังสีถึงระดับความยาวคลื่นเข้มที่สุด อยู่ในช่วงสีใดช่วงสีหนึ่ง ดวงดาวจึงมีสีอยู่ในช่วงคลื่นสีนั้น แต่เมื่อถึงระดับพลังงานของสีเขียว แสงสีทุกสีก็จะเปล่งออกมารวมกันมาก กลายเป็นสีขาวไปซะงั้น ไม่เหลือให้เห็นว่ามีสีเขียวอยู่เลย อืม… อ่านแล้วเข้าใจได้ยากดี สรุปง่ายๆได้ว่า ดาวไม่มีสีเขียว เพราะมีสีอื่นเปล่งออกมาพร้อมๆกันด้วย ทั้งหมดจึงรวมกันให้เห็นเป็นสีขาวๆไงล่ะครับ
แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
Dec 06
ArmNoดาวฤกษ์, เรื่องน่ารู้ ดาวฤกษ์, อายุของดาวฤกษ์
คนเราทุกคนเกิดมา ทุกคนรู้ว่าสักวันหนึ่ง เราก็ต้องจากโลกนี้ไป ไม่สามารถมีชีวิตเป็นอมตะได้ แต่ไม่มีใครทราบหรอกครับว่า ตัวเองจะมีอายุยืนยาวซักกี่สิบปี หรือร้อยปี (แต่คงไม่ถึงพันปีแน่ๆ) สำหรับดาวฤกษ์ทุกดวงแล้ว มีเกิดก็ต้องมีดับเหมือนกัน แต่สิ่งที่ต่างออกไปจากคนเราก็คือ ดาวฤกษ์ทุกดวงถูกกำหนดไว้แล้วว่า ตัวเองจะพบกับจุดจบเมื่อไหร่ สำหรับสิ่งที่เป็นตัวลิขิตชะตาชีวิตของมัน ไม่ใช่พระเจ้าครับ แต่เป็น “มวล” ของมันนั่นเอง
ดาวฤกษ์มวลน้อย จะมีอายุยืนยาวกว่าดาวฤกษ์มวลมากครับ เพราะว่าดาวมวลน้อยมีอัตราการผลิตพลังงาน (ก็คือสลายมวลเป็นพลังงานนั่นเอง) น้อยกว่าดาวฤกษ์มวลมาก ทุกอย่างจะดำเนินแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่สำหรับดาวฤกษ์มวลมากแล้ว ทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ถึงแม้มีมวลมาก อัตราการเผาผลาญก็มากเช่นกัน ชีวิตของมันจึงไม่ค่อยยืนยาวนัก
| มวลของดาวฤกษ์ (เท่าของดวงอาทิตย์) |
อายุโดยประมาณ (ล้านปี) |
| 0.1 |
3,200,000 |
| 0.5 |
56,000 |
| 1 |
10,000 |
| 2 |
1,800 |
| 5 |
180 |
| 10 |
32 |
| 30 |
2 |
| 50 |
0.6 |
| 100 |
0.1 |
ถ้าอยากจะคำนวณดูเล่นๆ มีเว็บให้คำนวณอยู่ครับ คลิกที่นี่
จากตาราง ทำให้ทราบได้ว่า ดวงอาทิตย์ของเราจะมีอายุประมาณ 10,000 ล้านปี ซึ่งตอนนี้ก็ส่องแสงมานานประมาณ 5,000 ล้านปีแล้ว เรียกได้ว่า ดวงอาทิตย์ของเรากำลังอยู่ในวัยกลางคน เดินทางมาได้ครึ่งชีวิตแล้วล่ะครับ
Dec 05
ArmNoเรื่องน่ารู้ ปีแสง, หน่วยวัดทางดาราศาสตร์, แสง
เจอคำถามแบบนี้ อย่าเพิ่งมองว่าไร้สาระนะครับ ยังมีคนที่ไม่รู้จริงๆก็มี เพราะได้ยินคำว่า “ปีแสง” ก็จะนึกถึง “ปี” ซึ่งเป็นหน่วยของเวลา ก็เลยคิดว่า “ปีแสง” ก็คงเป็นหน่วยวัดเวลาอะไรซักอย่างเกี่ยวกับแสง… คิดแบบนี้ถือว่าดีนะครับ ในแง่ของการวิเคราะห์ แต่… มันผิดนะค๊าบบบ
จริงๆแล้ว ปีแสงคือหน่วยวัด “ระยะทาง” ครับ ซึ่ง 1 ปีแสง หมายถึง ระยะทางที่แสงเดินทางได้ใน 1 ปี แล้ว 1 ปีแสงเดินทางได้เท่าไหร่กันล่ะ
1 วินาที แสงเดินทางได้ประมาณ 300,000 กิโลเมตร (สามแสนกิโลเมตร)
1 ปี มี 365 วัน ****** 1 วัน มี 24 ชั่วโมง
1 ชั่วโมง มี 60 นาที ****** 1 นาที มี 60 วินาที
ดังนั้น 1 ปี ก็มี 365×24x60×60 = 31,536,000 วินาที (สามสิบเอ็ดล้านกว่าๆ)
และทำให้ 1 ปี แสงเดินทางได้เท่ากับ 31,536,000×300,000 = 9,480,600,000,000 กิโลเมตร
( เก้าล้านสี่แสนแปดหมื่นหกร้อย ล้านอีกที กิโลเมตร)
ดูตัวเลขแล้วปวดหัวจัง เอาเป็นว่า 1 ปีแสงมันไกลมากๆๆๆๆๆ ถึงเก้าล้านล้านกิโลเมตรเลยล่ะ เหตุที่นักดาราศาสตร์ใช้หน่วยปีแสงในการวัดระยะทางของดวงดาว เนื่องจากดาวแต่ละดวงอยู่ไกลกันมาก ดาวฤกษ์ที่ใกล้โลกที่สุด ก็อยู่ห่างออกไป 4.2 ปีแสงแล้ว ดังนั้นพูดกันเป็นปีแสงจะทำให้เข้าใจง่ายกว่า และประหยัดตัวเลขกว่าการบอกว่าห่างออกไปกี่กิโลเมตร
แต่… มีอะไรที่เดินทางเร็วกว่าแสงมั้ยน้อ…??? ผมก็สนใจเรื่องพวกนี้อยู่เหมือนกัน
Nov 29
ArmNoดาวฤกษ์, เรื่องน่ารู้ จุดบนดวงอาทิตย์, ดวงอาทิตย์, เรื่องน่ารู้
- เรามีความรู้เกี่ยวกับดวงอาทิตย์ของเราน้อยมาก เมื่อเทียบกับสิ่งที่เราเห็นอยู่ทุกวัน เพราะแค่จะมอง ยังมองไม่ไหวแล้ว
- มวลกว่า 60% ของดวงอาทิตย์ กระจุกอยู่ตรงบริเวณแกนแกลางที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4 แสนกิโลเมตรเท่านั้น หมายถึง ความหนาแน่นบริเวณใจกลางกับบริเวณพื้นผิวของดวงอาทิตย์ ไม่เท่ากัน
- แกนของดวงอาทิตย์มีความหนาแน่น 160 กรัม/ลูกบาศเซนติเมตร มากกว่าทองคำขาว (ซึ่งเป็นธาตุที่มีความหนาแน่นมากที่สุดในโลก) อยู่เกือบๆ 8 เท่า!
- อยากรู้มั้ยว่าดวงอาทิตย์ผลิดพลังงานวินาทีละเท่าไหร่? คำตอบคำ วินาทีละประมาณ สามร้อยหกสิบ ล้านล้านล้านล้าน จูล เขียนเป็นเลขก็ได้ 3.6 x 10^26 Joules แค่อ่านก็เหนื่อยแล้ว – -* พลังงานขนาดนี้ ถ้าเป็นพลังงานไฟฟ้าก็สามารถใช้ได้ถึง 97 ล้านปีในประเทศไทย
- จุดบนดวงอาทิตย์ หมายถึง จุดที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าบริเวณรอบๆ ส่วนมากมีสีน้ำตาล แต่คนส่วนมากมองเห็นเป็นสีดำ เลยบอกว่าเป็น “จุดดับ” บนดวงอาทิตย์ ซึ่งจริงๆแล้วมันไม่ดับหรอก
- พลังงานความร้อนที่เกิดจากนิวเคลียร์ฟิวชั่น จากใจกลางดวงอาทิตย์ ต้องใช้เวลาเป็นแสนๆปี กว่าจะขึ้นมาถึงผิวดวงอาทิตย์ได้ แต่กลับใช้เวลาเพียง 8 นาที 20 วินาที ในการเดินทางมาถึงโลก
- ชั้นโคโรนา ซึ่งเป็นบรรยากาศชั้นนอกสุดของดวงอาทิตย์ มีอุณหภูมิประมาณ 2 ล้านเคลวิน ขณะที่ผิวของดวงอาทิตย์ มีอุณหภูมิเพียง 5 พันเคลวินเท่านั้น
- บริเวณขั้ว กับเส้นศูนย์สูตรบนดวงอาทิตย์ ใช้เวลาหมุนรอบตัวเองไม่เท่ากัน กล่าวคือ ถ้าให้เวลาเท่ากัน เส้นศูนย์สูตรจะหมุนไปได้ 3 รอบ ขณะที่ขั้วยังหมุนไปได้แค่ 2 รอบเอง
- ห้ามมองดวงอาทิตย์โดยตรง โดยไม่มีเครื่องกรองแสงนะครับ เพราะอาจทำให้ตาบอดได้ ด้วยความปรารถนาดี จากมังกี้อามโน : P
- เพิ่มเติม ความเร็วหลุดพ้น (หมายถึง สมมุติว่า ถ้าเราอยากปั่นจักรยานออกไปนอกโลก ต้องปั่นด้วยความเร็วอย่างน้อย 11.2 กิโลเมตร/วินาที ถึงจะหลุดออกจากโลกไปได้) ของดวงอาทิตย์ก็มีเหมือนกัน แต่มันคือประมาณ 618 กิโลเมตร/วินาที!!
- มวลของดวงอาทิตย์ดวงเดียว มีค่าเท่ากับมวลของวัตถุอื่นๆในระบบสุริยะรวมกัน ถึงประมาณ 750 เท่า!!!
Nov 26
ArmNoLife, เรื่องน่ารู้ ขนาด, ขนาดปรากฏ, ดวงจันทร์, ดวงอาทิตย์
และแล้วเทศกาลลอยกระทงก็ผ่านไปแล้ว ปีนี้ผมก็ไม่เลยกระทงเหมือนทุกๆปี ผมเลิกลอยกระทงมาหลายปีแล้ว เพราะผมมองว่าสมัยนี้คนเขาลอยกันเป็นแฟชั่นซะส่วนใหญ่ ไม่ได้ตั้งใจขอขมาพระแม่คงคากันอย่างจริงใจ นอกจากนั้น ผมก็ไม่มั่นใจกระทงที่วางขายกันทั่วไป ว่ามันจะไม่ทำลายธรรมชาติจริงๆ ส่วนเรื่องมีคู่ลอยหรือไม่ … ไม่ใช่ประเด็นละกัน
ในทุกๆปี สิ่งที่ผมชอบอีกอย่างในคืนวันลอยกระทง ก็คือพระจันทร์ครับ ผมคิดว่าคืนวันเพ็ญเดือนสิบสอง เป็นคืนที่พระจันทร์สวยที่สุดในรอบปีแล้วล่ะ แต่น่าเสียดายที่ปีนี้ผมไม่มีโอกาสเห็นพระจันทร์โผล่ขึ้นจากขอบฟ้า ในคืนวันลอยกระทง เพราะว่าที่เชียงใหม่เมฆตรึมเลยครับ กว่าจะเห็นพระจันทร์ก็ดึกๆนู่น จริงๆแล้วผมชอบมองพระจันทร์ในทุกๆคืน พอๆกับการดูดาวเลยล่ะครับ สำหรับผมแล้ว ไม่มีคืนไหนเลยที่พระจันทร์เหมือนกัน แต่ละคืนมองไป ก็ทำให้คิดอะไรแตกต่างกันไปมากมาย เอาล่ะ สองย่อหน้าแล้วยังไม่เข้าเรื่องเลย – -*
เคยสังเกตเหมือนผมไหมครับ ว่าตอนที่ดวงจันทร์ หรือดวงอาทิตย์ก็ตาม เวลาโผล่ขึ้นจากขอบฟ้า หรือตอนใกล้ๆตก ดูเหมือนจะ “โต๊โต” กว่าปกติที่อยู่กลางท้องฟ้า ที่เห็นได้ชัดก็คงเป็นดวงอาทิตย์ตอนใกล้ตกดิน กับดวงจันทร์ในคืนวันเพ็ญนี่แหละ จริงๆแล้วมันมีข้อเท็จจริงอยู่ว่า ที่เราเห็นดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์มีขนาดใหญ่กว่าปกติ เมื่ออยู่ใกล้ๆขอบฟ้านั้น เนื่องจากมีวัตถุอื่นอยู่ใกล้ๆ เช่น ภูเขา หรือต้นไม้ เวลาเรามอง สมองเราก็จะนำไปเทียบกับสิ่งที่อยู่ใกล้ๆโดยอัตโนมัติ ขนาดของดวงจันทร์หรือดวงอาทิตย์ เมื่อเทียบกับสิ่งรอบๆข้าง เราจึง “รู้สึก” ว่า มันใหญ่กว่าตอนอยู่กลางท้องฟ้า เพราะกลางท้องฟ้านั้นไม่มีอะไรอยู่รอบข้างเลย จึงไม่มีตัวเปรียบเทียบ ซึ่งจริงๆแล้ว ขนาดของดวงจันทร์หรือดวงอาทิตย์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย
ตามทฤษฎีเขาบอกว่าไว้ว่าแบบนี้แหละครับ แต่สำหรับผมแล้ว ทุกวันนี้ผมก็ยังมองว่ามันใหญ่กว่าอยู่ดี เมื่ออยู่ใกล้ขอบฟ้า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมไม่เชื่อตามทฤษฎีนะครับ ผมคิดว่ามันถูกต้องแล้วล่ะ แต่คงจะมีอะไรสักอย่าง ที่ทำให้ผมเห็นว่ามันใหญ่จริงๆ อาจจะมีเรื่องของการหักเหของแสง ในชั้นบรรยากาศของโลกมาเกี่ยวข้อง ทำให้ภาพที่ปรากฏมันแปลกไปก็ได้ครับ ซึ่งตอนนี้ผมยังไม่รู้หรอก ไว้ถ้าหาคำตอบได้จะเอามาบอกละกันครับผม

(ภาพโดย Geraint Smith, ภาพนี้ใช้เทคนิคการถ่ายภาพเข้าช่วยด้วยครับ จึงดูเหมือนใหญ่มาก)
Nov 21
ArmNoนิทาน-ตำนาน, เรื่องน่ารู้ ดาวนายพราน, ตำนาน, ตำนานกลุ่มดาวนายพราน, นิทาน, นิทานดวงดาว
วันนี้มาต่อกันด้วยตำนานกรีก ของกลุ่มดาวนายพรานกันอีกซักเรื่องนึง เรื่องมันมีอยู่ว่า
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว (อีกแล้ว) มีนายพรานหนุ่มรูปงามคนหนึ่งนามว่า โอไรออน (Orion) เขาเป็นพรานที่มีความสามารถมากมาย (อีกแล้ว) ซึ่งทำหน้าที่เป็นพรานล่าสัตว์ให้กับเทพีอาร์เทมิส (Arthemis) ซึ่งเป็นเทพีแห่งการล่าสัตว์ และมีหน้าที่อีกอย่างคือ นำรถลากดวงจันทร์มาส่องแสงในเวลาค่ำคืน แต่ด้วยความที่โอไรออนหน้าตาดี หล่อเลือกได้ ก็เลยแอบกิ๊กกับเทพีอาร์เทมิสซะงั้น และด้วยความหลงไหล เทพีอาร์เทมิสกลับละเลยหน้าที่ ที่ต้องนำดวงจันทร์มาส่องแสง ชาวโลกทั้งหลายเดือดร้อนเป็นอันมาก เทพอะพอลโลทราบข่าวเข้า ก็เกิดไม่พอใจ และคิดที่จะกำจัดโอไรออนซะ
จนกระทั่งวันหนึ่งอากาศแจ่มใส โอไรออนลงเล่นน้ำล่อฉลามขาวอยู่กลางทะเลอยู่ไกลๆ ตุ๊บป่องๆ เห็นแต่หัวดำๆ เทพอะพอลโลได้ที จึงเอ่ยปากท้าเทพีอาร์เทมิสด้วยภาษากรีกโบราณ ซึ่งผมได้แปลเป็นไทยไว้แล้ว ว่า “ได้ข่าวว่ายิ่งธนูแม่นนักแม่นหนา ไหนลองยิงก้อนดำๆกลางทะเลไกลๆดูหน่อยซิ แต่ไกลอย่างนั้น เจ้าคงยิงไม่ถูกแน่ๆ” เทพีอาร์เทมิสไม่ยอมให้เทพอะพอลโลผู้เป็นพี่ชาย ดูถูกตนอยู่ฝ่ายเดียว จึงชักธนูออกไปยิงออกไปกลางทะเลทันที โดยหารู้ไม่ว่า นั่นคือคนรักของตน เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุกลับพบว่าเป็นโอไรออน ซึ่งก็สิ้นใจไปซะแล้ว เทพีอาร์เทมิสโศกเศร้าเสียใจมากมาย จึงนำร่างของโอไรออนขึ้นไปบนท้องฟ้า ให้เกิดเป็นดวงดาว มีให้เห็นอยู่ตลอดไป ซึ่งก็คือกลุ่มดาวนายพรานนั่นเอง
ออกแนวเศร้าๆนิดๆเนาะ

ภาพวาดเทพีอาร์เทมิส จาก Kagaya’s Gallery
Older Entries